2026-09-14
เห็นจุดดำหรือแมลงลอยไปมาในตา? โรควุ้นตาเสื่อม ตอนที่ 2
เจาะลึกโรควุ้นตาเสื่อม วิธีรักษาด้วยเลเซอร์หรือผ่าตัด พร้อมแนวทางป้องกัน การตรวจจอประสาทตา และสัญญาณอันตรายที่ต้องระวังเพื่อปกป้องสายตาของคุณ

H-EYE-Light - รู้สึกเหมือนมีอะไรลอยไปมาในตา? ทำความเข้าใจโรควุ้นตาเสื่อม ตอนที่ 2

ข้อมูลดี ๆ และมีประโยชน์เพื่อการดูแลสุขภาพดวงตา! กับช่วง H-EYE-Light
หัวข้อในวันนี้คืออาการที่มีสิ่งคล้ายฝุ่นหรือแมลงลอยไปมาในลานสายตาอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็คือ 'โรควุ้นตาเสื่อม' (Eye Floaters) นั่นเองครับ
หลายท่านที่กำลังเผชิญกับอาการนี้มักจะกังวลใจอยู่เสมอว่า 'ดวงตาของเราจะเป็นอะไรที่ร้ายแรงหรือเปล่า'
เราจึงเตรียมข้อมูลนี้ขึ้นมา
โดย นพ. อี ชานโฮ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะมาอธิบายตั้งแต่สาเหตุที่แท้จริงของโรควุ้นตาเสื่อม ไปจนถึงสัญญาณเตือนอันตรายที่ไม่ควรละเลยอย่างเด็ดขาด
ให้ทุกท่านเข้าใจได้อย่างละเอียดและเข้าใจง่ายครับ

มีวิธีรักษาโรควุ้นตาเสื่อมโดยเฉพาะหรือไม่?


นี่คือหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุดครับ
หากจะกล่าวโดยสรุปก็คือ
โดยหลักการแล้ว โรควุ้นตาเสื่อมแบบธรรมดาที่เกิดขึ้นตามวัยนั้นไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเป็นพิเศษครับ
เนื่องจากการที่น้ำวุ้นตาในลูกตาเหลวตัวลงและเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวนั้นเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ
การใช้ยาหยอดตาหรือรับประทานยาจึงแทบไม่สามารถเปลี่ยนสภาพให้กลับมาเป็นเจลใสสะอาดเหมือนในอดีตได้
อย่างไรก็ตาม หากอาการดังกล่าวรบกวนการมองเห็นจนส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก
ก็มีแนวทางการรักษาทางการแพทย์ที่สามารถนำมาพิจารณาได้ครับ
วิธีรักษาโรควุ้นตาเสื่อม 1. การรักษาด้วยเลเซอร์



วิธีแรกคือการรักษาด้วยเลเซอร์ครับ
เป็นการใช้เลเซอร์ยิงสลายตะกอนหรือก้อนขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ให้แตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อลดการบดบังการมองเห็น
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้ผลดีกับทุกกรณี
อีกทั้งอาจมีความเสี่ยงที่ตะกอนจะกระจายตัวเพิ่มขึ้นหรืออาจทำให้จอประสาทตาได้รับความเสียหายได้
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรึกษาจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างละเอียดและรอบคอบเป็นพิเศษครับ
วิธีรักษาโรควุ้นตาเสื่อม 2. การผ่าตัด


วิธีที่สองคือการรักษาด้วยการผ่าตัด
เป็นการผ่าตัดนำน้ำวุ้นตาเดิมที่มีตะกอนออก แล้วแทนที่ด้วยของเหลวหรือสารละลายที่ใสสะอาด
แม้จะเป็นวิธีที่กำจัดตะกอนวุ้นตาเสื่อมได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ต้อกระจก หรือจอประสาทตาฉีกขาด
จึงจะพิจารณาทำเฉพาะในกรณีที่ 'ประโยชน์ที่ได้รับ' มีมากกว่า 'ความไม่สะดวกสบาย' อย่างชัดเจนเท่านั้นครับ

สุดท้ายแล้ว การรักษาที่ดีที่สุดคือ 'การปรับตัว' ครับ
สมองของเรามีความชาญฉลาด เมื่อเวลาผ่านไป สมองจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเพิกเฉยต่อภาพตะกอนเหล่านี้ไปเอง


แต่ถ้าสาเหตุของวุ้นตาเสื่อมเกิดจากจอประสาทตาหลุดลอกหรือมีเลือดออกในวุ้นตา นั่นจะเป็นคนละเรื่องกันครับ
ในกรณีนี้ สิ่งสำคัญเร่งด่วนไม่ใช่ตัวตะกอน แต่คือการรักษาการมองเห็นไว้ให้ได้
จึงต้องรีบทำการยิงเลเซอร์ปิดรอยฉีกขาดหรือเข้ารับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน
เมื่อมีอาการวุ้นตาเสื่อม การตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามครับ
มีวิธีป้องกันหรือดูแลตัวเองจากโรควุ้นตาเสื่อมหรือไม่?

คำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ 'ทานอะไรถึงจะดีขึ้น?' หรือ 'ทำอย่างไรถึงจะไม่ให้เป็น?'
ในความเป็นจริง เราไม่สามารถป้องกันความเสื่อมของน้ำวุ้นตาตามอายุได้ 100%
แต่เราสามารถชะลอความเสื่อมของดวงตาและดูแลจอประสาทตาให้แข็งแรงได้แน่นอนครับ
วิธีป้องกันและดูแลดวงตาจากวุ้นตาเสื่อม 1. บรรเทาความเมื่อยล้าของดวงตา



สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือ 'การคลายความเมื่อยล้าของดวงตาในทันที' ครับ
เมื่อใช้สมาร์ตโฟนหรือทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุก ๆ 20 นาที เป็นเวลา 20 วินาที
โดยการมองไปยังจุดที่อยู่ไกลออกไปมากกว่า 6 เมตร
การเปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อปรับโฟกัสของดวงตาได้หยุดพัก จะช่วยลดแรงตึงเครียดที่กระทำต่อวุ้นตาและจอประสาทตาได้ครับ
วิธีป้องกันและดูแลดวงตาจากวุ้นตาเสื่อม 2. ป้องกันรังสี UV

ประการที่สอง เมื่อทำกิจกรรมกลางแจ้งจำเป็นต้องป้องกันรังสี UV เสมอครับ
แสงแดดที่รุนแรงก่อให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน (Oxidative Stress) ภายในดวงตา ซึ่งเร่งให้เกิดความเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น
การสวมแว่นกันแดดหรือหมวกเป็นประจำจึงช่วยชะลอและป้องกันภาวะวุ้นตาเสื่อมได้ครับ
วิธีป้องกันและดูแลดวงตาจากวุ้นตาเสื่อม 3. บำรุงจอประสาทตาด้วยอาหารที่มีประโยชน์


ประการที่สาม คือการเสริมสารอาหารที่จำเป็นต่อจอประสาทตาผ่านมื้ออาหาร
การรับประทานผักใบเขียวและผักสีเหลือง เช่น ผักปวยเล้ง ที่อุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน รวมถึงปลาทะเลที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดีครับ
วิธีป้องกันและดูแลดวงตาจากวุ้นตาเสื่อม 4. ตรวจสุขภาพจอประสาทตาเป็นประจำ



และสิ่งสุดท้ายที่อยากเน้นย้ำมากที่สุดคือ การตรวจจอประสาทตาอย่างสม่ำเสมอครับ
สำหรับผู้ที่มีอาการวุ้นตาเสื่อม ควรเข้ารับการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดปีละ 1 ครั้ง
เพื่อบันทึกและติดตามการเปลี่ยนแปลงภายในลูกตา ซึ่งเป็นแนวทางในการดูแลดวงตาที่ปลอดภัยและชัดเจนที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสังเกตว่าจุดดำหรือเส้นหยากไย่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากไม่กี่จุดเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยจุดในเวลาสั้น ๆ
ควรรีบไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจจอประสาทตาอย่างเร่งด่วน นี่คือจุดสำคัญที่ต้องจำไว้ให้ดีครับ
พึงระลึกไว้ว่า การจัดการโรควุ้นตาเสื่อมไม่ใช่เพียงแค่การกำจัดอาการให้หายไป
แต่คือการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของดวงตาตนเองอย่างถูกต้องและสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดีในระยะยาวครับ
การตรวจโรควุ้นตาเสื่อมต้องทำอย่างไรบ้าง?

พอได้ยินคำว่า 'ตรวจตา' หลายท่านมักรู้สึกกลัวหรือกังวลไปก่อน
แต่การตรวจโรควุ้นตาเสื่อมนั้นไม่มีขั้นตอนที่ทำให้เจ็บปวดเลย จึงสบายใจได้ครับ
การตรวจจะแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนหลัก เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำและรวดเร็ว
การตรวจวุ้นตาเสื่อม 1. การหยอดยาขยายม่านตา

ขั้นตอนแรกคือการหยอดยาขยายม่านตา
แพทย์จะหยอดยาเพื่อขยายรูม่านตาแล้วให้รอประมาณ 20-30 นาทีครับ
หากเปรียบดวงตาของเราเหมือนห้องมืด รูม่านตาก็เปรียบเสมือนประตูห้อง การเปิดประตูให้กว้างขึ้นจะช่วยให้แพทย์สามารถส่องแสงไฟเข้าไปสำรวจทุกซอกทุกมุมภายในตาได้อย่างชัดเจนนั่นเองครับ
การตรวจวุ้นตาเสื่อม 2. การตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด


ขั้นตอนที่สองคือการที่แพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาจะตรวจดูภายในลูกตาโดยตรง
โดยใช้เลนส์พิเศษและกล้องจุลทรรศน์ตรวจตา
เพื่อประเมินอย่างละเอียดว่ามีรอยฉีกขาดที่จอประสาทตาหรือไม่ มีเลือดออก หรือเป็นเพียงตะกอนในวุ้นตาธรรมดา
ในบางกรณี อาจมีการตรวจสแกนภาพตัดขวางจอประสาทตา (OCT - Optical Coherence Tomography) ร่วมด้วยตามความจำเป็นครับ


ข้อควรระวังสำคัญที่ต้องจำไว้ให้ดีคือ
หลังจากหยอดยาขยายม่านตาแล้ว รูม่านตาจะยังคงขยายอยู่ประมาณ 4-5 ชั่วโมง
ในช่วงเวลานี้ ตาจะสู้แสงจ้าไม่ได้ มีอาการตาพร่ามัวเมื่อมองระยะใกล้
จึง 'ห้ามขับขี่รถยนต์ด้วยตนเองโดยเด็ดขาด'
เพื่อความปลอดภัย แนะนำให้เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะหรือมีผู้ดูแลพามาด้วยในวันที่เข้ารับการตรวจครับ


การตรวจเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงแค่เช็กว่ามีตะกอนวุ้นตาเสื่อมหรือไม่
แต่เป็นช่วงเวลาอันมีค่าในการตรวจหารอยฉีกขาดหรือความผิดปกติที่อาจแอบซ่อนอยู่บริเวณจอประสาทตาครับ
ควรเลือกตรวจโรควุ้นตาเสื่อมที่ไหนดี?



เมื่อเริ่มมีอาการวุ้นตาเสื่อม หลายคนอาจรู้สึกตกใจและลังเลว่าจะไปตรวจที่โรงพยาบาลไหนดี
สิ่งที่อยากเน้นย้ำคือ
แม้อาการวุ้นตาเสื่อมส่วนใหญ่จะเกิดจากความเสื่อมตามวัย
แต่มันอาจเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของโรคร้ายแรงที่นำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้เช่นกัน
ดังนั้น การเลือกสถานพยาบาลที่มีความพร้อมสำหรับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดจึงมีความสำคัญที่สุดครับ
เนื่องจากเพียงแค่อาการ 'มองเห็นอะไรลอยไปมา' นั้น
ไม่สามารถทำให้เรารู้ได้อย่างแน่ชัด 100% ว่าเกิดอะไรขึ้นภายในดวงตา
ซึ่งมีเหตุผลสำคัญ 3 ประการดังนี้ครับ
1. การแยกแยะโรควุ้นตาเสื่อมที่มีพยาธิสภาพอันตราย


ประมาณ 10% ของผู้ที่มีอาการวุ้นตาเสื่อม มักมีโรคแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาทันที เช่น จอประสาทตาฉีกขาด หรือมีเลือดออกในวุ้นตา
หากปล่อยทิ้งไว้ อาจลุกลามกลายเป็นจอประสาทตาหลุดลอกจนทำให้ตาบอดได้ในที่สุด
2. ความแตกต่างของอุปกรณ์ตรวจและความชำนาญของแพทย์

จอประสาทตาเป็นชั้นเนื้อเยื่อประสาทที่บางมาก อยู่บริเวณลึกที่สุดของดวงตา
การตรวจหารอยฉีกหรือรูรั่วขนาดเล็กที่บางกว่าเส้นผมนั้น จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือตรวจความละเอียดสูง
ควบคู่ไปกับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตาในการแปลผลอย่างแม่นยำ
3. ความพร้อมของระบบการรักษาฉุกเฉิน

หากผลตรวจพบว่าจอประสาทตามีรูรั่วหรือรอยฉีกขาด
จะต้องได้รับการรักษาด้วยเลเซอร์ในทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามรุนแรงขึ้น
หากต้องตรวจที่หนึ่งแล้วย้ายไปรักษาอีกที่หนึ่ง อาจทำให้พลาดช่วงเวลาทอง (Golden Time) ในการรักษาที่สำคัญไปได้
การเลือกสถานพยาบาลที่สามารถตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำในที่เดียว
จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการปกป้องสายตาของคุณครับ


ในรายการ H-EYE-Light ตอนที่สามนี้
เราได้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับโรควุ้นตาเสื่อม
ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อยแต่สำคัญอย่างยิ่งจากดวงตา
แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของวัย
แต่หากสังเกตเห็นจุดดำลอยไปมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสิบเป็นร้อยจุด หรือมีอาการคล้ายมีม่านมาบดบังสายตา
นั่นอาจเป็น 'สัญญาณอันตราย' ที่ดวงตากำลังส่งมาเตือนคุณ!
อย่าลืมสังเกตและใส่ใจสุขภาพดวงตากันด้วยนะครับ~
รู้สึกเหมือนมีอะไรลอยไปมาในดวงตา? หากอยากเข้าใจเรื่องโรควุ้นตาเสื่อมแบบง่าย ๆ ติดตามได้ทาง YouTube H-EYE-Light โรงพยาบาลจักษุฮันกิล (Hangil Eye Hospital)
ที่ตั้งโรงพยาบาลจักษุฮันกิล (Hangil Eye Hospital)
นัดหมายและสอบถามข้อมูล
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรควุ้นตาเสื่อมสามารถรักษาด้วยการใช้ยาหยอดตาหรือกินยาได้หรือไม่?
ไม่ได้ครับ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดด้วยยาได้ เนื่องจากการที่วุ้นตาเปลี่ยนสภาพเป็นของเหลวเป็นกระบวนการตามวัย โดยทั่วไปแล้วหากเป็นวุ้นตาเสื่อมธรรมดา จึงแนะนำให้ปล่อยให้สมองปรับตัวรับภาพไปเองโดยไม่ต้องใช้ยาครับ
ทุกคนสามารถรักษาโรควุ้นตาเสื่อมด้วยเลเซอร์หรือการผ่าตัดได้ไหม?
ไม่ทุกคนครับ การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวจะพิจารณาเฉพาะผู้ที่อาการส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันอย่างรุนแรงเท่านั้น เนื่องจากการยิงเลเซอร์หรือผ่าตัดน้ำวุ้นตามีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ต้อกระจกหรือจอประสาทตาเสียหาย จึงต้องชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบร่วมกับแพทย์เฉพาะทางครับ
เมื่อเกิดอาการวุ้นตาเสื่อม กรณีใดบ้างที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
หากสังเกตว่ามีตะกอน จุดดำ หรือหยากไย่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสิบหรือร้อยจุดในเวลาสั้น ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีครับ เพราะอาจเป็นสัญญาณของจอประสาทตาฉีกขาด มีเลือดออกในวุ้นตา หรือจอประสาทตาหลุดลอก ซึ่งต้องได้รับการตรวจจอประสาทตาและรักษาอย่างเร่งด่วน
วันที่ไปตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียด สามารถขับรถไปเองได้หรือไม่?
ไม่ควรขับรถเองโดยเด็ดขาดครับ เนื่องจากการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดต้องหยอดยาขยายม่านตา ซึ่งจะส่งผลให้ตาพร่ามัว สู้แสงไม่ได้ และมองใกล้ไม่ชัดประมาณ 4-5 ชั่วโมง จึงแนะนำให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหรือมีผู้ร่วมเดินทางพาไปครับ
มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างไรที่ช่วยป้องกันและดูแลสุขภาพตาจากวุ้นตาเสื่อม?
ควรพักสายตาทุก 20 นาทีเป็นเวลา 20 วินาทีโดยมองไกล สวมแว่นกันแดดเพื่อป้องกันรังสี UV รับประทานอาหารที่มีลูทีน ซีแซนทีน และโอเมก้า 3 เช่น ผักใบเขียวและปลาทะเล และเข้ารับการตรวจจอประสาทตาอย่างละเอียดเป็นประจำปีละครั้งครับ