2026-09-11
ต้อหิน อินชอน จอมโจรขโมยการมองเห็นแบบไร้เสียง ตอนที่ 2 - อาการระยะแรก การตรวจ และวิธีป้องกันดูแลต้อหิน
ทำความเข้าใจโรคต้อหินที่ไม่มีอาการเตือนในระยะแรก เหตุผลที่สมองปรับภาพชดเชย ขั้นตอนการตรวจด้วย OCT รวมถึงเป้าหมายการรักษาและวิธีหยอดยาดูแลเพื่อปกป้องสายตาตลอดชีวิต

H-EYE-Light - หากเริ่มมีอาการแสดงว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว? ความจริงอันน่ากลัวของโรคต้อหิน

ข้อมูลดี ๆ ที่เป็นประโยชน์เพื่อสุขภาพดวงตาของคุณ! รายการ H-EYE-Light (ไฮไลต์) ที่จะมามอบความรู้ให้อย่างเข้าใจง่าย
หัวข้อในวันนี้คือ จอมโจรขโมยสายตาแบบไร้เสียง นั่นก็คือ 'โรคต้อหิน' นั่นเองครับ
เนื่องจากโรคต้อหินแทบจะไม่มีอาการในระยะแรกเริ่ม ทำให้การตรวจพบด้วยตนเองเป็นเรื่องยากมาก
และเมื่อเริ่มรู้สึกถึงอาการ ก็มักจะเข้าสู่ระยะสุดท้ายซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นหรือตาบอดได้ จึงนับว่าเป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เตรียมข้อมูลนี้ขึ้นมาครับ
จักษุแพทย์ อีจินยอง จะมาอธิบายอย่างละเอียดว่าโรคต้อหินคือโรคอะไรกันแน่ และเราจะสามารถปกป้องการมองเห็นอันล้ำค่าไว้ได้อย่างไร
พร้อมสรุปข้อมูลจำเป็นที่เข้าใจง่ายมาฝากทุกท่านครับ

ทำไมในระยะแรกเริ่มของต้อหิน จึงแทบไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏ?





สาเหตุที่ต้อหินในระยะเริ่มต้นแทบจะไม่มีอาการใด ๆ เลย
ก็เป็นเพราะความสามารถในการชดเชยภาพอันน่าทึ่งของสมองเรานั่นเองครับ
หากเปรียบดวงตาของเราเหมือนเลนส์กล้อง สมองก็เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์
เมื่อเริ่มเกิดจุดบอดที่ขอบลานสายตาในระยะเริ่มต้นของโรคต้อหิน
สมองของเราจะนำข้อมูลของภาพรอบข้างมาเติมเต็มส่วนที่หายไปให้ดูสมบูรณ์ได้อย่างแนบเนียน
ตัวอย่างเช่น เมื่อมองดูต้นไม้
แม้เส้นประสาทตาจะเสียหายจนมีบางส่วนที่มองไม่เห็น แต่สมองจะดึงเอาภาพใบไม้สีเขียวรอบข้างเข้ามาเติมเต็มในช่องว่างนั้น
ทำให้ผู้ป่วยเข้าใจผิดคิดว่าตนเองยังมองเห็นภาพทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ทั้งที่มีจุดบอดเกิดขึ้นในลานสายตาแล้วก็ตาม




นอกจากนี้ ยังมีกับดักอีกหนึ่งประการ
นั่นคือ 'การมองเห็นส่วนกลาง (Central Vision)' ยังคงทำงานได้ดีจนถึงช่วงสุดท้ายครับ
เนื่องจากโรคต้อหินจะเริ่มทำให้ลานสายตาแคบลงจากบริเวณขอบรอบนอกก่อน
ทำให้การมองเห็นตรงกลางสำหรับการอ่านตัวหนังสือยังคงอยู่ที่ระดับ 1.0 (ระดับปกติ) ได้จนถึงระยะท้าย ๆ ของโรค
ทว่า การที่ 'สายตายังดี' กับการที่ 'ลานสายตายังสมบูรณ์' นั้นเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิงครับ
ลานสายตารอบข้างกำลังค่อย ๆ แคบลงเรื่อย ๆ ราวกับมองออกไปจากในอุโมงค์
ดังนั้นจึงไม่ควรนิ่งนอนใจเพียงเพราะตรงกลางยังมองเห็นได้ชัดเจน
และในที่สุด เมื่อผู้ป่วยเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติและมาพบแพทย์ด้วยตนเอง
ส่วนใหญ่ก็มักจะเลยช่วงเวลาสำคัญ (Golden Time) ในการรักษาไปนานมากแล้ว
โรคต้อหินมีขั้นตอนการตรวจและวินิจฉัยอย่างไร?



กระบวนการตรวจวินิจฉัยจะไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ เลยครับ
อันดับแรก จะเริ่มจากการวัดความดันลูกตาขั้นพื้นฐาน
จากนั้นจึงตรวจลานสายตาเพื่อตรวจสอบว่ามีจุดบอดที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นจริงหรือไม่
และขั้นตอนสำคัญที่สุดคือการตรวจขั้วประสาทตาเพื่อวิเคราะห์รูปร่างและความหนาของเส้นประสาทตาอย่างแม่นยำ
โดยการใช้เครื่องตรวจสแกนขั้วประสาทตาและจอประสาทตาความละเอียดสูง (OCT)
เพื่อตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ลึกถึงความเปลี่ยนแปลงของเส้นประสาทตาที่มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
เพราะการตรวจพบโรคต้อหินตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยรักษาการมองเห็นไว้ได้ครับ
เมื่อรักษาต้อหินแล้ว จะสามารถกลับมามองเห็นได้ชัดเจนเหมือนเดิมหรือไม่?



หากรักษาโรคต้อหินแล้ว จะกลับมามองเห็นได้ดีเหมือนเดิมไหม?
นี่คือคำถามที่หลายท่านมักสงสัยและสอบถามเข้ามาบ่อย ๆ ครับ
แต่น่าเสียดายที่ในปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการใดที่สามารถฟื้นฟูเส้นประสาทตาที่ถูกทำลายไปแล้ว
ให้กลับมามองเห็นหรือคืนสภาพลานสายตาเดิมได้ครับ


เป้าหมายในการรักษาโรคต้อหินจึงไม่ใช่ 'การรักษาให้หายขาด'
แต่คือ 'การชะลอการลุกลามของโรคให้ได้มากที่สุด เพื่อดูแลไม่ให้ตาบอดไปตลอดชีวิต'
โดยทั่วไปจะใช้ยาหยอดตาเพื่อลดความดันลูกตาเป็นประจำทุกวัน
แต่หากการใช้ยาไม่สามารถควบคุมความดันตาได้
อาจต้องพิจารณาการรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัดเพื่อสร้างช่องทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาเพิ่มเติม
การคงการมองเห็นและลานสายตาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ไว้ให้ได้ตลอดชีวิต
กล่าวได้ว่าเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของการรักษาโรคต้อหินครับ
โรคต้อหิน มีวิธีป้องกันและดูแลรักษาอย่างไร?


วิธีป้องกันที่ดีและชัดเจนที่สุดคือการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำครับ
หากท่านมีอายุ 40 ปีขึ้นไป แม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ
ก็ขอแนะนำให้เข้ารับการตรวจจอประสาทตาและขั้วประสาทตาเป็นประจำอย่างยิ่งครับ


หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคต้อหินแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างวินัยในการใช้ยาหยอดตาตามแพทย์สั่งให้ตรงเวลาและสม่ำเสมอ
เนื่องจากระดับความดันลูกตาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดทั้งวัน
การลืมหยอดยาเพียงแค่ 1-2 ครั้ง ก็อาจส่งผลกระทบและสร้างภาระหนักต่อเส้นประสาทตาได้
ดังนั้นจึงไม่ควรหยุดการรักษาเองตามใจชอบ
หากหมั่นดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
เราก็จะสามารถปกป้องรักษาการมองเห็นอันมีค่าเอาไว้ได้อย่างแน่นอนครับ
ในรายการ H-EYE-Light (ไฮไลต์) ตอนที่ 4 นี้
เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับจอมโจรขโมยการมองเห็นแบบไร้เสียง
ทั้งสาเหตุ กลุ่มเสี่ยง และเหตุผลว่าทำไมการปล่อยละเลยต้อหินไว้จึงเป็นเรื่องอันตราย
แทนที่จะวางใจว่าตายังมองเห็นได้ชัดเจนดี
การเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอคือหนทางที่แน่นอนที่สุดในการปกป้องสุขภาพดวงตาคู่สวย!
อย่าลืมข้อนี้กันนะครับ~
หากมีอาการแสดงว่าเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว? ความจริงอันน่ากลัวของโรคต้อหิน โดย YouTube โรงพยาบาลจักษุฮันกิล รายการ H-EYE-Light
ที่ตั้งโรงพยาบาลจักษุฮันกิล (Hangil Eye Hospital)
การจองและการติดต่อสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมในระยะเริ่มต้นของโรคต้อหิน ผู้ป่วยจึงแทบไม่รู้สึกถึงอาการผิดปกติด้วยตนเอง?
เนื่องจากกลไกการชดเชยภาพของสมองและการที่การมองเห็นส่วนกลางยังคงทำงานได้ตามปกติครับ แม้จะมีจุดบอดเกิดขึ้นที่ขอบลานสายตา แต่สมองจะนำข้อมูลภาพรอบข้างมาเติมเต็มให้ และการมองเห็นจุดกึ่งกลางมักยังคงคมชัดอยู่ที่ระดับ 1.0 จนถึงระยะท้าย ๆ จึงทำให้ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ
การตรวจโรคต้อหินมีขั้นตอนอย่างไร และเจ็บหรือไม่?
ขั้นตอนการตรวจไม่มีความเจ็บปวดใด ๆ เลยครับ โดยจะมีการตรวจวัดความดันลูกตาเบื้องต้นและการตรวจลานสายตา รวมถึงใช้เครื่องสแกนความละเอียดสูง (OCT) ในการวิเคราะห์รูปร่างและความหนาของเส้นประสาทตาอย่างละเอียดแม่นยำเพื่อการวินิจฉัย
หากได้รับการรักษาต้อหินแล้ว การมองเห็นที่เสียหายไปจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้หรือไม่?
ไม่ได้ครับ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่สามารถฟื้นฟูเส้นประสาทตาและการมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วให้กลับคืนมาได้ เป้าหมายของการรักษาโรคต้อหินจึงไม่ใช่การรักษาให้หายขาด แต่เป็นการชะลอความเสื่อมลงเพื่อป้องกันไม่ให้ตาบอดและคงสภาพการมองเห็นในปัจจุบันไว้ตลอดชีวิต
วิธีการรักษาโรคต้อหินหลัก ๆ มีอะไรบ้าง?
วิธีหลักคือการใช้ยาหยอดตาเพื่อช่วยลดความดันลูกตาอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หากการใช้ยาไม่สามารถควบคุมระดับความดันลูกตาได้ อาจพิจารณาการรักษาด้วยเลเซอร์ หรือการผ่าตัดเพื่อสร้างช่องทางระบายน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและดูแลโรคต้อหินคืออะไร?
คือการเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์เป็นประจำ และหยอดยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดตรงเวลา ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรตรวจคัดกรองขั้วประสาทตาแม้ไม่มีอาการ และหากได้รับการวินิจฉัยแล้ว ห้ามหยุดหยอดยาเองเพื่อป้องกันความดันตาที่อาจพุ่งสูงขึ้นจนทำลายเส้นประสาทตา