2026-09-13
ต้อหิน อินชอน จอมขโมยการมองเห็นที่ไร้เสียง ตอนที่ 1 - สาเหตุ กลุ่มเสี่ยง และอันตรายของต้อหิน
ทำความเข้าใจโรคต้อหิน ภัยเงียบที่ทำลายขั้วประสาทตาจนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร พร้อมเจาะลึกสาเหตุ กลุ่มเสี่ยง และความสำคัญของการตรวจคัดกรองสายตาเป็นประจำ

H-EYE-Light - หากเริ่มมีอาการคือเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้วจริงหรือ? ความจริงอันน่ากลัวของโรคต้อหิน

ข้อมูลดี ๆ และมีประโยชน์เพื่อสุขภาพดวงตาของคุณ! H-EYE-Light
หัวข้อในวันนี้คือ โรคต้อหิน จอมขโมยการมองเห็นที่ไร้เสียงเตือน
โรคต้อหินแทบไม่มีอาการเตือนในระยะแรก ทำให้ยากมากที่จะสังเกตพบได้ด้วยตัวเอง
และเมื่อเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ มักจะเข้าสู่ระยะท้าย ๆ ที่เสี่ยงต่อการตาบอดได้ จึงถือเป็นโรคที่อันตรายอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้เตรียมข้อมูลสำคัญนี้ขึ้นมา
โดยจักษุแพทย์ อีจินยอง จะมาอธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า โรคต้อหินคืออะไรกันแน่ และเราจะปกป้องสายตาอันมีค่าไว้ได้อย่างไร

โรคต้อหินคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?




โรคต้อหิน คือภาวะที่ 'ขั้วประสาทตา' ซึ่งทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมอง
ค่อย ๆ เสื่อมสภาพลง ส่งผลให้ลานสายตาแคบลงเรื่อย ๆ
สาเหตุหลักแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ
สาเหตุของต้อหิน ข้อ 1: ปัญหาความดันลูกตา

สาเหตุแรกเกิดจากความดันลูกตา
ภายในดวงตาของเราจะมีของเหลวที่เรียกว่า 'น้ำหล่อเลี้ยงลูกตา' ไหลเวียนและระบายออกอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรักษารูปร่างและความดันภายในดวงตาให้สมดุล
แต่หากทางระบายของเหลวนี้เกิดอุดตันขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น?




ความดันภายในลูกตาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
และความดันนั้นจะไปกดทับขั้วประสาทตาซึ่งเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุดจนเกิดความเสียหาย
เปรียบเสมือนการเป่าลมเข้าไปในลูกโป่งมากเกินไป
จนภายในตึงแน่นและพร้อมที่จะแตกจากจุดที่บอบบางที่สุดนั่นเอง
สาเหตุของต้อหิน ข้อ 2: ปัญหาระบบไหลเวียนโลหิต



สาเหตุที่สองคือปัญหาเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนโลหิต
มีหลายท่านที่เป็นโรคต้อหินแม้ว่าความดันลูกตาจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ซึ่งเกิดจากการที่เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงขั้วประสาทตาได้ไม่ดีพอจนเส้นประสาทฝ่อตาย
หรือเกิดจากโครงสร้างขั้วประสาทตาแต่กำเนิดมีความเปราะบางมาก จนไม่สามารถทนต่อความดันลูกตาปกติได้



สิ่งสำคัญคือ ไม่ว่าจะเกิดจากความดันลูกตาสูงหรือการไหลเวียนโลหิตที่ไม่ดี
ขั้วประสาทตาที่ถูกทำลายไปแล้วจะไม่สามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้อีกเลย
เนื่องจากเป็นโรคร้ายแรงที่หากขั้วประสาทตาตายจะนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและการรักษาอย่างทันท่วงทีจึงสำคัญที่สุด
ใครบ้างที่ต้องระมัดระวังโรคต้อหินเป็นพิเศษ?

แม้ว่าโรคต้อหินสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน
แต่ก็มีกลุ่มเสี่ยงสูงที่ขั้วประสาทตาเปราะบางเป็นพิเศษ ทำให้ตัวโรคดำเนินไปได้เร็วกว่าคนทั่วไป
กลุ่มเสี่ยงต้อหิน ข้อ 1: ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคต้อหิน


โรคต้อหินเป็นหนึ่งในโรคที่มีปัจจัยทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างมาก
หากพ่อแม่หรือพี่น้องมีประวัติเป็นโรคต้อหิน
โอกาสที่จะเกิดโรคนี้จะสูงกว่าคนทั่วไป 2 ถึง 3 เท่า
หากมีประวัติในครอบครัว แนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ แม้จะยังอายุน้อย
กลุ่มเสี่ยงต้อหิน ข้อ 2: ผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป

โรคต้อหินมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเสื่อมตามวัย
เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการควบคุมความดันลูกตาจะลดลง และขั้วประสาทตาจะเสื่อมเร็วขึ้น
ทำให้อัตราการเกิดโรคเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หากมีอายุครบ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำแม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ตาม
กลุ่มเสี่ยงต้อหิน ข้อ 3: ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีภาวะสายตาสั้นมาก

โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับการไหลเวียนเลือด เช่น ความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน จะทำให้ขั้วประสาทตาอ่อนแอลง
โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมาก ยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
เนื่องจากกระบอกตาที่ยาวขึ้นจะส่งผลให้โครงสร้างรอบขั้วประสาทตาเกิดการเปลี่ยนแปลงและบางลง
เส้นประสาทตาที่บางลงเช่นนี้จึงถูกทำลายได้ง่าย แม้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความดันลูกตาเพียงเล็กน้อย
หากคุณจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้
แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
เพื่อตรวจสอบว่าขั้วประสาทตายังแข็งแรงปกติดีหรือไม่
เหตุใดการปล่อยโรคต้อหินทิ้งไว้จึงอันตราย


เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ โรคต้อหินเป็น 1 ใน 3 โรคตาสำคัญที่ทำให้ตาบอด
เคียงคู่กับโรคจอประสาทตาเสื่อมและโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา




ลานสายตาในโรคต้อหินจะค่อย ๆ แคบลงจากขอบรอบนอกเข้ามา คล้ายกับละอองฝนที่ค่อย ๆ ซึมเปียกเสื้อผ้าโดยไม่รู้ตัว
ความน่ากลัวอยู่ตรงที่ 'กลไกการชดเชยของดวงตาทั้งสองข้าง'
แม้ลานสายตาของตาข้างหนึ่งจะแคบลง แต่ตาอีกข้างหนึ่งจะช่วยมองชดเชยส่วนที่หายไป
ทำให้ขณะที่ลืมตาทั้งสองข้างในการใช้ชีวิตประจำวัน จะไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลย
แม้ขั้วประสาทตาของตาข้างใดข้างหนึ่งจะถูกทำลายไปเกือบหมด แต่หากตาอีกข้างยังมองเห็นได้ดี
เราก็มักจะเข้าใจผิดและเชื่อมั่นว่า 'ดวงตาของเรายังสุขภาพดีอยู่'


ในที่สุด เมื่อเริ่มรู้สึกว่า 'ทำไมลานสายตาด้านหนึ่งจึงอึดอัดหรือมองไม่ชัด?' แล้วมาพบแพทย์
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ใน 'ระยะสุดท้ายของต้อหิน'
ซึ่งขั้วประสาทตากว่า 80-90% ได้ถูกทำลายไปแล้วอย่างไม่สามารถฟื้นฟูได้


ดังนั้น การปล่อยโรคต้อหินทิ้งไว้โดยไม่รักษาจึงหมายถึงการสูญเสียการมองเห็นอย่างไม่อาจย้อนคืนได้
และเปรียบเสมือนการยอมละทิ้งแสงสว่างสุดท้ายในชีวิตไปด้วยมือของตนเอง
โปรดจำไว้ว่า การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นฟูขั้วประสาทตาที่ถูกทำลายไปแล้วได้
และควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำเพื่อป้องกัน แม้ว่าจะไม่มีอาการใด ๆ ก็ตาม
ในตอนที่ 4 ของรายการ H-EYE-Light
เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับโรคต้อหิน จอมขโมยการมองเห็นที่ไร้เสียง
ทั้งเรื่องสาเหตุ กลุ่มเสี่ยง และเหตุผลที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้
เนื่องจากต้อหินเป็นโรคที่ผู้ป่วยสังเกตพบได้ยากด้วยตัวเอง
อีกทั้งขั้วประสาทตาเมื่อเสียหายแล้วก็ไม่มีวิธีฟื้นฟูกลับคืนมาได้
การตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!
อย่าลืมใส่ใจสุขภาพดวงตากันนะคะ/ครับ~
หากเริ่มมีอาการคือเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้วหรือ? ความจริงอันน่ากลัวของโรคต้อหิน โดยช่อง YouTube โรงพยาบาลจักษุฮันกิล รายการ H-EYE-Light
ที่ตั้งโรงพยาบาลจักษุฮันกิล
การนัดหมายและติดต่อสอบถาม
คำถามที่พบบ่อย
ความดันลูกตาปกติ สามารถเป็นโรคต้อหินได้หรือไม่?
ได้ครับ/ค่ะ แม้ความดันลูกตาจะปกติก็สามารถเกิดโรคต้อหินได้ หากเลือดไปเลี้ยงขั้วประสาทตาได้ไม่เพียงพอ หรือโครงสร้างขั้วประสาทตาบอบบางแต่กำเนิด ขั้วประสาทตาก็สามารถถูกทำลายได้แม้ในระดับความดันปกติ
ขั้วประสาทตาที่ถูกทำลายจากต้อหิน สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้หรือไม่?
ไม่ได้ครับ/ค่ะ การแพทย์ปัจจุบันยังไม่สามารถฟื้นฟูขั้วประสาทตาที่ตายแล้วได้ การถูกทำลายของเส้นประสาทตานำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นถาวร การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ และรีบรักษาเพื่อชะลอความเสื่อมจึงสำคัญที่สุด
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต้อหิน?
ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อหิน ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีสายตาสั้นมาก และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูงหรือเบาหวาน หากมีคนในครอบครัวเป็น อัตราเสี่ยงจะสูงขึ้น 2-3 เท่า และภาวะสายตาสั้นมากจะทำให้ขั้วประสาทตาเปราะบางยิ่งขึ้น
ทำไมจึงยากที่จะสังเกตอาการเริ่มแรกของต้อหินได้ด้วยตนเอง?
เนื่องจากดวงตาสองข้างมีกลไกช่วยมองชดเชยซึ่งกันและกัน แม้ตาข้างหนึ่งจะเริ่มสูญเสียลานสายตารอบนอกไป แต่อีกข้างหนึ่งยังคงมองเห็นและช่วยทดแทนส่วนที่ขาดหาย ทำให้ในชีวิตประจำวันไม่รู้สึกถึงความผิดปกติและถูกละเลยจนลุกลาม